ศึกแดงเดือดระหว่างปีศาจแดงแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดกับลิเวอร์พูล

ศึกแดงเดือดระหว่างปีศาจแดงแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดกับลิเวอร์พูล
ขอบคุณรูปภาพจาก thairath.co.th

จบไปเป็นที่เรียบร้อยสำหรับศึกแดงเดือดที่ดูจะไม่ได้แดงเดือดสมการรอคอยอะไรเท่าไรนัก เมื่อทั้งคู่ทำได้เพียงแบ่งแต้มกันไปคนละแต้ม ด้วยผลสกอร์ 0 ประตูต่อ 0 ซึ่งแมนยูฯมีจังหวะที่มีลุ้นทำประตูได้จะๆอยู่สองหนเท่านั้นตลอดทั้งเกม โดยเป็นจังหวะของ บรูโน่ แฟนันเดส ที่ยิงจ่อๆหน้าประตูไปติดเซฟด้วยเท้าของ อลิซอน เบเกอร์ และ อีกจังหวะเป็นของ พอล ป๊อกบาร์ ที่ยิงจ่อๆแต่ไปตรงตัวของ อลิซอน เบเกอร์ เช่นกัน ส่วนลิเวอร์พูลนั้นก็เรียกได้ว่าสร้างจังหวะทำเกมน่ากลัวใส่แมนยูฯไม่ได้เลย ซึ่งเมื่อผลออกมาเป็นเช่นนี้ ก็ยังจะทำให้ทีมแมนยูฯยังคงมีคะแนนนำเป็นจ่าฝูงอยู่เช่นเดิม ที่ 37 แต้ม โดยมีคะแนนนำทีมอันดับสอง เลสเตอร์ ซิตี้ อยู่ที่ 2 แต้ม เท่านั้น ส่วนลิเวอร์พูลก็ต้องมาลุ้นว่าจะตกไปอยู่อันดับที่ 4 หรือไม่ ซึ่งก็ต้องรอดูผลของคู่แมนเชสเตอร์ซิตี้ ซึ่งจะเล่นในบ้านพบกับ คริสตัล พาเลซ หากซิตี้เอาชนะคริสตัลพาเลสได้ ก็จะทำให้แมนเชสเตอร์ซิตี้เลื่อนขึ้นไปอยู่อันดับที่ 3 แทน ลิเวอร์พูล ซึ่งดูจากสถานการณ์แล้วซิตี้ก็คงจะไม่พลาด อย่างแน่นอน

ศึกแดงเดือดระหว่างปีศาจแดงแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดกับลิเวอร์พูลยังไม่จบ

ศึกแดงเดือดยังไม่จบเพียงเท่านี้ แม้วันนี้เราจะได้ชมเกมที่ไม่มีอะไรน่าสนใจมากมาย แต่ทั้งคู่ก็ยังมีโอกาสแก้ตัว เมื่อแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดกับลิเวอร์พูลจะต้องปะทะกันอีกครั้งในศึกเอฟเอคัพ ที่ทั้งคู่จับสลากโคจรมาเจอกัน แม้ว่าจะเร็วไปหน่อยโดยเป็นการเจอกันในรอบที่ 4 เท่านั้น แต่อย่างไรก็ตามทั้งสองทีมก็คงจัดเต็มกันอย่างแน่นอน โดยบอลถ้วยเอฟเฟคัพก็เรียกได้ว่าเป็นอีกบอลถ้วยรายการใหญ่ของอังกฤษที่มีความสำคัญ บอกเลยว่าคราวนี้คงจะไม่มีการออมมือกันอย่างแน่นอน โดยจะเตะกันในวันจันทร์ที่ 25 มกราคม 2021 เวลาเที่ยงคืน บอกเลยว่าห้ามพลาดด้วยประการทั้งปวง 

ศึกแดงเดือดที่เดือดๆอย่างที่แฟนบอลรอคอยจะกลับมาอีกครั้งหรือไม่

ศึกแดงเดือดระหว่างแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดกับลิเวอร์พูลพักหลังๆดูจะขาดความมันส์ลงไปทุกที เราก็คาดหวังว่าสิ่งที่รอคอยมันจะกลับโดยเร็วเหมือนในอดีตที่เราเคยได้สัมผัสกัน ซึ่งวันนั้นอาจจะเป็น วัน จันทร์ที่ 25 มกราคม ถึงจะถึงนี้ ก็เป็นได้ ซึ่งจะเป็นแมทช์แก้ตัวของทั้งสองทีม ในศึกฟุตบอลถ้วยเอฟเอคัพ ที่จะรู้แพ้รู้ชนะกันในนัดเดียว ซึ่งจะมันส์หรือผิดหวังก็ต้องรอติดตามกันครับ 

ขอบคุณรูปภาพจาก twitter.com 

#ฟุตบอลต่างประเทศ #ศึกเเดงเดือด #พรีเมียร์ลีก